สภาพอากาศเป็นเรื่องที่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากทีเดียว หลังจากมีสัญญาณเตือนต่อเนื่องมาแล้วหลายปีเรื่องการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จนมาแสดงสัญญาณชัดเจนค่อนข้างมากในปีนี้ เรามาสำรวจกันว่าปีนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยปี 2019 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วมันสำคัญอย่างไร

ฝนทิ้งช่วง

ปีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่แสดงให้เห็นผลชัดเจนมากในปีนี้ก็คือระยะเวลาที่ฝนตก แต่เดิมนั้นฝนก็จะมาช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นการเปิดฤดูฝนของแต่ละปี ชาวนาและชาวเกษตรจะเริ่มลงไม้ลงมือเตรียมไถดินเพื่อรองรับน้ำฝนทำฤดูกาลเพาะปลูก แต่ในปีนี้กว่าจะเริ่มฤดูฝนได้จริงจังที่ฝนตกจนเรารู้สึกได้ก็ต้องเป็นปลายเดือนมิถุนายน หรือ บางพื้นที่เริ่มกลางเดือนกรกฎาคม ก็มี ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว เพราะฝนทิ้งช่วงทำให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ยากมากขึ้นด้วย

ฝนน้อยจนฝนแล้ง

ต่อจากฝนทิ้งช่วง ปีนี้แม้จะฝนยังมาอยู่ แต่ปริมาณน้อยมาก น้อยในทีนี้น้อยเสียจนไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้เลย ทั้งในแง่ของการเกษตร และ การอุปโภค บริโภค สังเกตได้จากการทำเกษตรปีนี้ทำยากมาก แต่ละพื้นที่ต้องใช้คำว่า “แย่ง” กันสูบน้ำที่ปล่อยออกมาจากคลองสาธารณะ หรือ เส้นทางน้ำชลประทานได้เลย ยังไม่นับเขื่อนแต่ละแห่งที่ปล่อยออกมาว่าตอนนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนวิกฤติหนักมาก แทบจะไม่เหลือพอสำหรับไปผลิตเป็นน้ำประปาใช้ในการอุปโภค บริโภคด้วยซ้ำ เรื่องนี้เป็นวิกฤติหนักมาก จนเราต้องมองหาแก้ไขในระยะยาวกันได้แล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการทำฝนเทียมเพื่อเติมน้ำในเขื่อนหรือแม่น้ำแต่ละสายลงไป แต่ความจริงวิธีนี้ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่น้ำในเขื่อนก็เติมได้ไม่มากนักเหมือนกับฝนตามธรรมชาติ

ร้อนตับแตก

เวลาใครถามว่าประเทศไทยมีฤดูอะไรบ้าง มักจะมีคำตอบติดตลกว่าประเทศไทยเรามีฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด เท่านั้นเอง อาจจะมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่พอมาดูความจริงแล้วมันเริ่มจะไม่ตลกเสียแล้ว ปีนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 36-38 องศาเซลเซียส ยกเว้นทางใต้ที่อาจจะน้อยกว่านั้น แต่สัญญาณเตือนนี้บอกเลยว่าอีกไม่เกิน 3 ปี เราอาจจะได้อยู่กับอุณหภูมิ 40 องศาแน่นอน ซึ่งหากเป็นแบบนั้นคงใช้ชีวิตกันลำบากมากขึ้นอีกเยอะ สามเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนชั้นดีที่จะบอกคนไทยว่า ควรจะหันมาจัดการช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมได้แล้ว ไหนจะเรื่องบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง เขื่อน จนถึงปลายน้ำ รัฐบาลเองก็น่าจะออกมาตื่นตัวทำอะไรบางอย่างได้แล้ว ก่อนมันจะแย่ไปกว่านี้

ประเทศไทยเราในปัจจุบันนี้มีสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอยู่บ่อยๆ จนเรานั้นยากจะปรับตัว ซึ่งการที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนอกจากสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ หรือพืชพันธุ์ต่างๆ จะได้รับผลกระทบแล้ว มนุษย์อย่างเราก็ได้รับด้วยเช่นกัน ผลกระทบที่ว่าจะมีอะไรบ้าง น่ากลัวขนาดไหนต้องลองพิสูจน์ความจริงดู

ผลกระทบของมนุษย์จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

โรคที่มากับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป

โรคระบาดจากแมลง : การที่อุณหภูมิแปรปรวน สูงขึ้นบ้างต่ำลงบ้างสัตว์ร้ายที่เป็นพาหะอย่างยุงลาย หรือยุงมาลาเรียจะอาศัยได้เป็นอย่างดีและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เกิดการระบาดของโรคอันน่ากลัวอย่าง ไข้เลือดออก มาลาเรีย หรือไข้สมองอักเสบ

โรคติดต่อในระบบทางเดินอาหาร : การที่อุณหภูมิมีสูงขึ้น แหล่งน้ำก็จะแห้งลง เกิดการขาดแคลนน้ำ ไม่มีน้ำใช้ การสะสมของเชื้อโรคต่างๆ โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารก็จะยิ่งตามมาได้

โรคหวัด : เดี๋ยวก็ฝนตก เดี๋ยวก็แดดออก ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน อ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันต่ำลงได้ เชื้อไวรัวหวัดจึงแพร่เข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย

สุขภาพจิตย่ำแย่

อาจเกิดอุบัติเหตุ : อากาศแปรปรวนฝนตกบ้าง มีหมอกบ้าง สลับสับสนกันไปหมด ก็อาจทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตาลาย มองข้ามไปบ้าง เรียกง่ายๆ ว่าทัศนะวิสัยการมองเห็นลดลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้

เกิดความเครียด : ความเครียดที่เกิดจากอากาศแปรปรวนก็เช่น ในช่วงที่อากาศร้อน อุณหภูมิสูง เกิดการหงุดหงิด หรือในวันที่น้ำท่วม นานเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน สภาพจิตใจมักจะฟุ้งซ่าน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง

ส่งผลต่อร่างกายโดยตรง

โรคเกี่ยวกับผิวหนัง : เนื่องจากมีแสง UV มากจนเกินไปทำให้ผิวสัมผัสกับรังสีในปริมาณสูง ซึ่งหากได้รับเป็นเวลานาน เสียงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง

หอบหืด/ภูมิแพ้ : การที่อากาศแปรปรวนทำให้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อร่างกายสูดดมเข้าไปบ่อยๆในวันที่ร่างกายภูมิต้านทานต่ำ อาจเกิดปัญหาโรคหอบหืด หรือภูมิแพ้ได้

ลมแดด : การที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ โดยเฉพาะอุณหภูมิร้อนมีมากกว่าอุณหภูมิเย็น ร่างกายก็จะเสียเหงื่อ เกิดภาวะขาดน้ำในร่างกาย เป็นลมหมดสติ ซึ่งหากพบแพทย์ช้าเกินไปอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ยิ่งในวัยเด็ก ผู้สูงวัย รวมถึงผู้มีโรคประจำตัวยิ่งต้องดูแลใกล้ชิด

ปัญหาต่อร่างกายโดยอ้อมอื่นๆ

ยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เสื่อมคุณภาพ : หมายความว่าการที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอาจส่งผลให้อายุการใช้งานของยา อุปกรณ์ทางการแพทย์เสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่ระบุไว้

ผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง : ทำให้ไม่มีผลผลิตออกมาสู่ตลาด ขาดแคลนอาหาร หรือเกษตรกรมีรายได้ลดลงจากที่เคยเป็นอยู่

สังคมเปลี่ยนแปลงตาม : ประชากรอาจอพยพ โยกย้ายถิ่นฐาน จำนวนประชากรบางแห่งอาจมีมากจนเกินไป ในขณะที่บางแห่งไม่มีหลงเหลือเลย

อากาศที่ร้อนขึ้นในประเทศไทยส่งผลต่อภูมิอากาศโดยรวมอย่างมากเลยครับ เพราะทุกวันนี้ผมบอกได้เลยว่าการออกนอกบ้านในตอนกลางวันไม่อยู่ในความคิดของผมอีกต่อไปเพราะ ด้วยแสงแดดที่รู้สึกได้เลยว่าร้อนกว่าปรกติอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนรู้สึกได้เลยว่าอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมาก ไม่ได้แค่คิดไปเองครับ แต่สามารถพิสูจน์ได้จากการวัดอุณหภูมิ ซึ่งตอนนี้ทะลุ 40 องศาเรียบร้อยแล้วครับ คือตอนเด็ก ๆ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วบอกได้เลยว่า มันต่างกันมากเพราะตอนนั้นยังสามารถวิ่งเล่นรวมทั้งเล่นน้ำ กลางแดดได้ โดยไม่เป็นอะไร แต่ทุกวันนี้ กลับทำไม่ได้แล้วเพราะถ้าทำแบบนั้นอาจจะไม่สบายเอาง่าย ๆ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงก็คือการที่ชั้นบรรยากาศที่ควบคุมอุณหภูมิ ได้ถูกทำลาย โดยการตัดไม้ทำลายป่า และใช้ถุงพลาสติกเยอะครับ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่แสงอาทิตย์ที่แรงขึ้นเท่านั้นฤดูกาลต่าง ๆ ยังเปลี่ยนไปมาก ซึ่งในบางครั้งอาจมีทั้ง ร้อน หนาว และ ฝน ในวันเดียวกันเลยครับ

การเตรียมตัวรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ซึ่งการเตรียมตัวรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งสำคัญครับ ยิ่งสำหรับคนวัยทำงานแล้วยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ครับ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าฝนจะตกวันไหนสิ่งที่ต้องเตรียมคือเสื้อกันฝนครับ โดยสามารถซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อครับ นอกจากนี้ยารักษาโรคยังเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันครับ เช่นยาแก้ปวด ซึ่งมันสามารถช่วยท่านได้ หรือถ้าหลีกเลี่ยงในการโดนแดด หรือ ฝนไม่ได้ให้ปิดในส่วนของหัวกระหม่อมให้มากครับ เพราะเป็นส่วนที่บางมาก นอกจากนี้เรื่องการจราจรก็สำคัญเช่นกัน อย่างยางรถควรตรวจเช็คสภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัย อีกอย่างหนึ่งเลยก่อนเดินทางควรพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และ ควรขับขี่รถด้วยความไม่ประมาทครับ