ปัจจัยทำไมจึงทำให้เกิดพายุทอร์นาโด

เมื่อพูดถึง “พายุ” เรามักจะนึกถึงสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี มีลมแรงจัดบ้าง มีสายฟ้าฟาด มีลูกเห็บตกลงมาร่วมด้วย พายุจริงๆ แล้วมีหลายแบบหลายความรุนแรง อย่างดีเปรสชั่น, ไต้ฝุ่น, เฮอริเคน ซึ่งอีกหนึ่งพายุที่เราไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ ทอร์นาโด จัดเป็นสิ่งที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงขั้นสูง แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ ว่าเจ้าพายุเทอร์นาโดที่ว่ามันมีปัจจัย มีสาเหตุของการเกิดมาจากอะไร? วันนี้ เรามีคำตอบมาคลายความสงสัยนี้กัน

สิ่งที่ทำให้เกิดพายุทอร์นาโด

ทอร์นาโด (tornado) มักเกิดในบริเวณที่มวลอากาศมีอุณหภูมิ และความชื้นที่แตกต่างกันมาพบเจอกัน ยิ่งอุณหภูมิ และความชื้นแตกต่างกันมากเท่าไร การปะทะกันก็จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่ามวลอากาศต้องปรับภาวะให้เกิดความสมดุลขึ้นนั่นเอง บริเวณ "ช่องทางทอร์นาโด" (Tornado Alley) จึงเป็นพื้นที่ที่มีการปะทะกันของมวลอากาศอย่างรุนแรงมากที่สุด โดยมีกระแสลมเย็นแห้งจากทิศตะวันตกพัดผ่านมาสู่ทิศตะวันออก ขณะเดียวกันอากาศอบอุ่นชื้นจากทางตอนใต้พัดผ่านขึ้นไปทางตอนเหนือ เมื่อมาพบกันอากาศอบอุ่นชื้นจะลอยตัวสูงขึ้น และอากาศเย็นแห้งจะลอยตัวต่ำลง จึงทำให้ต้องถ่ายเทอากาศโดยการหมุนเวียนกันขึ้นไปในเขตจำกัด และเป็นไปได้โดยรวดเร็วใกล้ ๆ จุดศูนย์กลางมีกระแสลมหมุนเร็วที่สุดจนทำให้เกิดลำอากาศเป็นเกลียวตั้งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ถัดออกมาทางขอบนอกอัตราความเร็วของการหมุนจะค่อยๆ ช้าลงตามลำดับ จากนั้นตามที่ขอบนอกของพายุมันก็มีความแรงมากพอที่จะทำให้พัดบ้านทั้งหลังให้พังไปได้อย่างง่ายดาย ทอร์นาโดในหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นจะมีเมฆปกคลุมไปทั่วบริเวณ และถ้าความชื้นในอากาศมีมากเพียงพอก็จะทำให้เกิดฝนตกหรือมีพายุฟ้าคะนอง (thunderstrom) ร่วมด้วย

โดยทั่วไปทอร์นาโดมักเกิดขึ้นขณะที่มีพายุฟ้าคะนอง มีสาเหตุมาจากอากาศเย็นแห้งชั้นบนมีความอบอุ่นเพียงพอ จึงไม่ลอยตัวต่ำลงมา ขณะเดียวกันอากาศร้อนเบื้องล่างก็ไม่สามารถลอยตัวทะลุผ่านขึ้นไปได้ จึงเหมือนถูกอัดอยู่ในขวด เมื่อสภาพอากาศข้างบนเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไร อากาศอบอุ่นชื้นเบื้องล่างก็จะมีแรงดันอัดขึ้นสู่ข้างบนกลายเป็นพายุหมุนทอร์นาโด ทั้งนี้พายุทอร์นาโดส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่สามารถก่อให้เกิดลมร้อนกับไอเย็นปะทะกันบริเวณทุ่งราบมากกว่าประเทศอื่นๆ

พายุทอร์นาโดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้นโดยแบบฉับพลัน คือ แทบไม่มีสัญญาณเตือนอันตรายล่วงหน้าใดๆ เลย แม้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 15 - 20 นาที แต่ก็สร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงทั้งแก่ชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย