ในปัจจุบันถ้าสังเกตดีๆ สภาพอากาศของไทยเราเกิดการเปลี่ยนแปลง แปรปรวนอย่างมาก เผลอๆ ในวันหนึ่งมีอากาศครบทั้ง 3 ฤดู ทั้งหนาว ร้อน และมีฝนตก ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากถามว่ามันเป็นเพราะอะไรที่ทำให้อากาศในปัจจุบันแปรปรวนได้ขนาดนี้ จริงๆ แล้วเกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างเอง หรือเป็นเพราะฝีมือมนุษย์กันแน่?

สาเหตุของอากาศแปรปรวน

สภาพอากาศแปรปรวน เกิดขึ้นจากอะไร? เกิดจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน เกิดวาตภัยกับอุทกภัยร้ายแรง ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเกิดน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่งในหลายประเทศ ซึ่งเราจะแบ่งหัวข้อปัจจัย สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนเป็น 3 หัวข้อด้วยกัน ดังนี้

  1. มลพิษทางอากาศ – มลพิษทางอากาศ คือ มลพิษที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เป็นโมเลกุลชีวภาพ หรือวัตถุอันตรายชนิดอื่นๆ ล่องลอยในชั้นบรรยากาศของโลกเกิดจากการกระทำของมนุษย์เรา อย่างการปล่อยควันของโรงงานอุตสาหกรรม, โรงงานไฟฟ้าใช้พลังงานถ่านหิน, ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ฯลฯ ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวมนุษย์เอง ทำให้ประชากรป่วยเป็นโรคภูมิแพ้, โรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อธรรมชาติทำให้เกิดฝนกรดอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน
  2. ขยะและสิ่งปฏิกูล – ขยะและสิ่งปฏิกูลเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างเกิดขึ้นเองแบบง่ายๆ เช่น ทานอาหารแล้วเหลือพลาสติกห่อหุ้ม โฟมที่ใช้รองอาหาร หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ้ค โทรทัศน์ ฯลฯ ยิ่งอัตราการอุปโภคบริโภคสินค้าชนิดต่างๆ ของมนุษย์โลกเพิ่มสูงขึ้นก็ยิ่งทำให้เกิดขยะ สิ่งปฏิกูลเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายมีสารพิษบางชนิดผสมอยู่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และชีวิต ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น น้ำเน่าเสีย ควันพิษจากการเผาขยะ เป็นต้น
  3. ไฟป่า – ไฟป่าที่ว่ามีได้จากทั้งจากตัวมนุษย์เป็นคนทำให้เกิด เช่น เผาป่าเพื่อต้องการไม้ ต้องการพื้นที่ ทำให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้าง และเกิดจากธรรมชาติเอง คือ เมื่อบริเวณป่านั้นๆ มีอุณหภูมิสูง, มีอากาศแห้งแล้งมากในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในยุโรปตอนใต ซึ่งไฟป่าที่ว่าส่งผลกระทบ ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลต่อสุขภาพของประชากร การขนส่งทางอากาศ รวมถึงเป็นบ่อเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซส์ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจกเป็นมลพิษทางอากาศในข้อที่ 1 ที่ได้กล่าวมาข้างต้น

สภาพอากาศที่แปรปรวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝีมือมนุษย์ก็จริง แต่ถ้ามองดีๆ แล้วมนุษย์หรือเปล่าที่บีบให้ธรรมชาติต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง แปรปรวน

เมื่อพูดถึง “พายุ” เรามักจะนึกถึงสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี มีลมแรงจัดบ้าง มีสายฟ้าฟาด มีลูกเห็บตกลงมาร่วมด้วย พายุจริงๆ แล้วมีหลายแบบหลายความรุนแรง อย่างดีเปรสชั่น, ไต้ฝุ่น, เฮอริเคน ซึ่งอีกหนึ่งพายุที่เราไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ ทอร์นาโด จัดเป็นสิ่งที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงขั้นสูง แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ ว่าเจ้าพายุเทอร์นาโดที่ว่ามันมีปัจจัย มีสาเหตุของการเกิดมาจากอะไร? วันนี้ เรามีคำตอบมาคลายความสงสัยนี้กัน

สิ่งที่ทำให้เกิดพายุทอร์นาโด

ทอร์นาโด (tornado) มักเกิดในบริเวณที่มวลอากาศมีอุณหภูมิ และความชื้นที่แตกต่างกันมาพบเจอกัน ยิ่งอุณหภูมิ และความชื้นแตกต่างกันมากเท่าไร การปะทะกันก็จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่ามวลอากาศต้องปรับภาวะให้เกิดความสมดุลขึ้นนั่นเอง บริเวณ "ช่องทางทอร์นาโด" (Tornado Alley) จึงเป็นพื้นที่ที่มีการปะทะกันของมวลอากาศอย่างรุนแรงมากที่สุด โดยมีกระแสลมเย็นแห้งจากทิศตะวันตกพัดผ่านมาสู่ทิศตะวันออก ขณะเดียวกันอากาศอบอุ่นชื้นจากทางตอนใต้พัดผ่านขึ้นไปทางตอนเหนือ เมื่อมาพบกันอากาศอบอุ่นชื้นจะลอยตัวสูงขึ้น และอากาศเย็นแห้งจะลอยตัวต่ำลง จึงทำให้ต้องถ่ายเทอากาศโดยการหมุนเวียนกันขึ้นไปในเขตจำกัด และเป็นไปได้โดยรวดเร็วใกล้ ๆ จุดศูนย์กลางมีกระแสลมหมุนเร็วที่สุดจนทำให้เกิดลำอากาศเป็นเกลียวตั้งสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ถัดออกมาทางขอบนอกอัตราความเร็วของการหมุนจะค่อยๆ ช้าลงตามลำดับ จากนั้นตามที่ขอบนอกของพายุมันก็มีความแรงมากพอที่จะทำให้พัดบ้านทั้งหลังให้พังไปได้อย่างง่ายดาย ทอร์นาโดในหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นจะมีเมฆปกคลุมไปทั่วบริเวณ และถ้าความชื้นในอากาศมีมากเพียงพอก็จะทำให้เกิดฝนตกหรือมีพายุฟ้าคะนอง (thunderstrom) ร่วมด้วย

โดยทั่วไปทอร์นาโดมักเกิดขึ้นขณะที่มีพายุฟ้าคะนอง มีสาเหตุมาจากอากาศเย็นแห้งชั้นบนมีความอบอุ่นเพียงพอ จึงไม่ลอยตัวต่ำลงมา ขณะเดียวกันอากาศร้อนเบื้องล่างก็ไม่สามารถลอยตัวทะลุผ่านขึ้นไปได้ จึงเหมือนถูกอัดอยู่ในขวด เมื่อสภาพอากาศข้างบนเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไร อากาศอบอุ่นชื้นเบื้องล่างก็จะมีแรงดันอัดขึ้นสู่ข้างบนกลายเป็นพายุหมุนทอร์นาโด ทั้งนี้พายุทอร์นาโดส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่สามารถก่อให้เกิดลมร้อนกับไอเย็นปะทะกันบริเวณทุ่งราบมากกว่าประเทศอื่นๆ

พายุทอร์นาโดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้นโดยแบบฉับพลัน คือ แทบไม่มีสัญญาณเตือนอันตรายล่วงหน้าใดๆ เลย แม้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 15 - 20 นาที แต่ก็สร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงทั้งแก่ชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย

สภาพอากาศเป็นเรื่องที่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากทีเดียว หลังจากมีสัญญาณเตือนต่อเนื่องมาแล้วหลายปีเรื่องการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จนมาแสดงสัญญาณชัดเจนค่อนข้างมากในปีนี้ เรามาสำรวจกันว่าปีนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยปี 2019 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วมันสำคัญอย่างไร

ฝนทิ้งช่วง

ปีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่แสดงให้เห็นผลชัดเจนมากในปีนี้ก็คือระยะเวลาที่ฝนตก แต่เดิมนั้นฝนก็จะมาช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นการเปิดฤดูฝนของแต่ละปี ชาวนาและชาวเกษตรจะเริ่มลงไม้ลงมือเตรียมไถดินเพื่อรองรับน้ำฝนทำฤดูกาลเพาะปลูก แต่ในปีนี้กว่าจะเริ่มฤดูฝนได้จริงจังที่ฝนตกจนเรารู้สึกได้ก็ต้องเป็นปลายเดือนมิถุนายน หรือ บางพื้นที่เริ่มกลางเดือนกรกฎาคม ก็มี ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว เพราะฝนทิ้งช่วงทำให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ยากมากขึ้นด้วย

ฝนน้อยจนฝนแล้ง

ต่อจากฝนทิ้งช่วง ปีนี้แม้จะฝนยังมาอยู่ แต่ปริมาณน้อยมาก น้อยในทีนี้น้อยเสียจนไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้เลย ทั้งในแง่ของการเกษตร และ การอุปโภค บริโภค สังเกตได้จากการทำเกษตรปีนี้ทำยากมาก แต่ละพื้นที่ต้องใช้คำว่า “แย่ง” กันสูบน้ำที่ปล่อยออกมาจากคลองสาธารณะ หรือ เส้นทางน้ำชลประทานได้เลย ยังไม่นับเขื่อนแต่ละแห่งที่ปล่อยออกมาว่าตอนนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนวิกฤติหนักมาก แทบจะไม่เหลือพอสำหรับไปผลิตเป็นน้ำประปาใช้ในการอุปโภค บริโภคด้วยซ้ำ เรื่องนี้เป็นวิกฤติหนักมาก จนเราต้องมองหาแก้ไขในระยะยาวกันได้แล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการทำฝนเทียมเพื่อเติมน้ำในเขื่อนหรือแม่น้ำแต่ละสายลงไป แต่ความจริงวิธีนี้ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่น้ำในเขื่อนก็เติมได้ไม่มากนักเหมือนกับฝนตามธรรมชาติ

ร้อนตับแตก

เวลาใครถามว่าประเทศไทยมีฤดูอะไรบ้าง มักจะมีคำตอบติดตลกว่าประเทศไทยเรามีฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด เท่านั้นเอง อาจจะมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่พอมาดูความจริงแล้วมันเริ่มจะไม่ตลกเสียแล้ว ปีนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 36-38 องศาเซลเซียส ยกเว้นทางใต้ที่อาจจะน้อยกว่านั้น แต่สัญญาณเตือนนี้บอกเลยว่าอีกไม่เกิน 3 ปี เราอาจจะได้อยู่กับอุณหภูมิ 40 องศาแน่นอน ซึ่งหากเป็นแบบนั้นคงใช้ชีวิตกันลำบากมากขึ้นอีกเยอะ สามเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนชั้นดีที่จะบอกคนไทยว่า ควรจะหันมาจัดการช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมได้แล้ว ไหนจะเรื่องบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง เขื่อน จนถึงปลายน้ำ รัฐบาลเองก็น่าจะออกมาตื่นตัวทำอะไรบางอย่างได้แล้ว ก่อนมันจะแย่ไปกว่านี้