หากมองกันที่ประเทศไทยแล้วโดยปกติถือว่าประเทศไทยเองจะมี 3 ฤดูกาลให้ได้สัมผัสกันประกอบไปด้วย ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ซึ่งถ้าถามว่าหลักๆ แล้วประเทศไทยมีฤดูอะไรที่เยอะที่สุดคำตอบนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นฤดูร้อน อย่างไรก็ตามในแต่ละช่วงฤดูก็จะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสภาพอากาศตรงนี้ก็ย่อมที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ได้เช่นเดียวกันหากว่าไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้น มาดูวีการรับมือกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาลว่าควรต้องทำอย่างไรบ้าง

ฤดูร้อน

  1. เตรียมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าไม่หนาจนเกินไปโดยทางที่ดีหากาว่าจำเป็นจะต้องออกไปอยู่ในที่โล่งแจ้งบ่อยๆ ก็ควรจะเป็นเสื้อแขนยาวเอาไว้ด้วย
  2. หาครีมกันแดดเพื่อเอาไว้ใช้ทาในยามที่จะต้องออกพื้นที่กลางแจ้งเสมอเพราะแดดจะทำให้เกิดปัญหาสิว ฝ้า กระ
  3. เตรียมร่มหรือหมวกเอาไว้สำหรับการป้องกันแดด
  4. ทำพื้นที่ภายในบ้านให้อากาศถ่ายเทอยู่ตลอดจะได้ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในส่วนที่ไม่จำเป็น
  5. พยายามทำพื้นที่ต่างๆ ไม่ให้รกหรือว่าไม่ให้มีเชื้อไฟกองสุมรวมกันอยู่เพราะหน้าร้อนเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ได้

ฤดูฝน

  1. เตรียมร่ม เสื้อกันฝน หมวก หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถกันฝนได้ในยามที่ต้องออกพื้นที่กลางแจ้ง
  2. หากจำเป็นต้องใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในการเดินทางก็ควรที่จะมีการตรวจสอบสภาพรถยนต์เกี่ยวกับยางและระบบเบรกให้ดีเสมอ
  3. ดูแลในส่วนของหลังคาบ้านให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้ในช่วงเวลาที่ฝนตกแล้วเกิดน้ำฝนรั่วซึมเข้ามายังบริเวณบ้าน
  4. พยายามอย่าทำให้มีภาชนะที่น้ำกักขังอยู่เพราะจะเป็นบ่อเกิดของยุงลายและโรคไข้เลือกออก
  5. เตรียมยาสำหรับป้องกันเวลาที่โดนฝนกลับเข้ามาก็ควรที่จะทานยาระงับเอาเพื่อไม่ให้เกิดอาการไม่สบาย
  6. อย่ากองสิ่งของต่างๆ เอาไว้ในมุมมืดหรือกองรวมกันเพราะอาจจะมีสัตว์ร้ายเข้ามาซุกอาศัยอยู่

ฤดูหนาว

  1. พยายามเตรียมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อเอาไว้ป้องกันร่างกายตัวเองไม่ให้เย็นจัดจนเกินไป
  2. เตรียมยาที่เอาไว้ป้องกันในยามที่เกิดอาการไข้หวัดต่างๆ เพราะฤดูหนาวเป็นฤดูที่คนป่วยโรคจำพวกนี้ค่อนข้างจะเยอะ
  3. เตรียมครีมสำหรับป้องกันหน้าลอกหรือลิบมันในกรณีที่ปากแห้ง ปากแตก
  4. พยายามอย่าให้มีการกองรวมกันของวัสดุที่ติดไฟง่ายเพราะเมื่อเวลาอากาศแห้งจัดสามารถที่จะก่อให้เกิดประกายไฟได้
  5. สร้างวิธีในการพยายามที่จะทำให้ร่างกายตัวเองอบอุ่นอยู่เสมอ อาทิ เตรียมฟืนเอาไว้สำหรับก่อไฟ เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในปัจจุบันนี้ก็คือสภาพภูมิอากาศของโลกมีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามาจากฝีมือของมนุษย์เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อมนุษย์ต้องการที่จะสร้างความสะดวกสบายให้กับตัวเองก็จำเป็นที่จะต้องเบียดเบียนโลกหรือธรรมชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ และเมื่อธรรมชาติโดนทำร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะต่างๆ ก็เสียสมดุลไปและส่งผลไปยังสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับโลกในปัจจุบันนี้ที่ทุกคนบนโลกเองก็สามารถที่จะสัมผัสได้ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก

สิ่งแรกที่สามารถสัมผัสได้เกี่ยวกับเรื่องของสภาพภูมิอากาศก็คือ โลกเองมีอุณหภูมิที่สูงมากขึ้นซึ่งปัจจัยสำคัญก็มาจากการที่เกิดก๊าซเรือนกระจกต่อชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้เกิดเป็นภาวะโลกร้อน เมื่อเกิดเป็นภาวะโลกร้อนอากาศในพื้นที่ต่างๆ ก็ร้อนมากขึ้น อุณหภูมิสูงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์โลกเป็นอย่างมาก เมื่ออากาศร้อนก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถคลายร้อนได้ แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งใช้เทคโนโลยีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความร้อนให้กับโลกมากเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนเราจะเปิดแอร์เป็นระยะเวลานานๆ เพื่อผ่อนคลายความร้อน แต่เมื่อเปิดนานเข้ามันก็จะส่งผลกระทบต่อโลกเราในทางกลับกันด้วย หรือจะเป็นในช่วงที่เป็นฤดูฝนบ่อยครั้งที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือในบางครั้งฝนก็ตกหนักมากเกินไปจนทำให้เกิดเป็นน้ำท่วมขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นผลมาจกสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันของโลกที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก เกิดพายุใหญ่ เกิดความผันแปรของธรรมชาติต่างๆ นานาชนิดที่ว่าบางครั้งแทบจะตั้งตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว

หรือถ้าหากเป็นหน้าหนาวสำหรับบางประเทศที่อยู่ในโซนหนาวก็จะรู้สึกว่าในแต่ละปีนั้นอากาศหนาวมากขึ้นทุกครั้งๆ ซึ่งก็ส่งผลมาจากการที่โลกมีความเปลี่ยนแปลงในสภาวะภูมิอากาศมากขึ้นความหนาวเย็นของอากาศก็มีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน นี่ยังไม่รวมในเรื่องของการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มมากขึ้นในทุกปีก็เป็นผลสืบเนืองมาจากสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไป และถ้าหากเป็นแบบนี้บ่อยๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อโลกอย่างแน่นอน สิ่งที่มนุษย์จะสามารถทำได้ตอนนี้มากที่สุดก็คือต้องดูแลตัวเองไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเบียดเบียนธรรมชาติมากจนธรรมชาติต้องส่งสัญญาณเตือนมาเป็นสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยน ค่อยลงมือทำทีละเล็กทีละน้อย แม้อาจจะไม่มีใครสนใจแต่ตัวเราเองก็ย่อมรู้ตัวเองว่าได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกใบนี้แล้ว

เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังและเรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าป่าไม้และต้นไม้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อการคงอยู่ของโลก เพราะผืนป่าเหล่านี้จะคอยผลิตก๊าซออกซิเจนเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงให้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้ยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข เมื่อไหร่ก็ตามที่ก๊าซออกซิเจนน้อยลงสิ่งมีชีวิตบนโลกก็อยู่ยากกันมากขึ้น นอกจากนี้ป่าไม้ยังคงมีผลต่อสภาพอากาศของโลกให้เป็นไปอย่างปกติ ถ้าหากว่าป่าไม้ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ สภาพอากาศของโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงในด้านที่แย่ลงและความแปรปรวนของสภาพอากาศก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดถ้าหากว่ายังคงมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือโลกจะมีก๊าซออกซิเจนน้อยลง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้นซึ่งนำไปสู่สภาวะโลกร้อนนอกจากนี้การที่ต้นไม้ลดน้อยลงและค่อยๆ เหี่ยวเฉาตายลงไปต้นไม้ยังจะคลายก๊าซมีเทนออกซึ่งเป็นก๊าซที่ส่งผลต่อเรื่องของภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยซ้ำ เมื่อป่าเสื่อมโทรมลงสภาพอากาศต่างๆ ที่ผันแปรอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ก็สามารถเกิดได้ง่ายขึ้นจากภาวะเรือนกระจก เพราะเมื่อโลกร้อนขึ้นสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลร้ายต่อโลกก็จะตามมาไม่ว่าจะเป็นการเกิดไฟป่าที่ยิ่งเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลกมากขึ้นไปอีก การที่น้ำแข็งจากขั้วโลกละลายทำให้เกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากเมื่อเวลาถึงฤดูฝนน้ำก็จะขึ้นสูงกว่าปกติและส่งผลกระทบต่อการเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ บนโลกใบนี้ ยิ่งในป่าขนาดใหญ่ของโลก อาทิ ป่าอะเมซอน ถ้าหากว่ามีการถูกตัดไม้ทำลายป่าเข้าไปเรื่อยๆ พื้นที่บริเวณดังกล่าวก็จะยิ่งแห้งแล้งเพิ่มมากขึ้นและในอนาคตอาจจะทำให้กลายเป็นทะเลทรายซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ๆ เมื่อถึงช่วงเวลาแบบนั้น ฤดูหนาวก็จะไม่หนาวมากหรืออาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานอีกต่อไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นทำให้สภาพอากาศต่างๆ ของโลกแปรปรวนไปหมดเพียงเพราะการมักง่ายตัดไม้ทำลายป่าของคนเพียงบางกลุ่ม

จากสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นยังไม่รวมไปถึงระบบนิเวศของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปชนิดที่หลายๆ คนก็คงจะคาดไม่ถึง เชื่อหรือไม่ว่าขนาดแมลงตัวเล็กๆ ก็มีผลต่อการใช้ชีวิตของโลกอยู่ไม่น้อย เพราะแมลงหรือสัตว์เล็กๆ เหล่านี้จะช่วยในการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์หรือสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไม่ให้ทำร้ายโลกมากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ควรที่จะหันมารักษาป่าไม้กันก่อนที่จะสายเกินไปจะดีกว่า